Monday, June 13, 2005

+ + + หนูมาเปิดซิงที่นี่ !!! + + +

วันนี้วันอาทิตย์ คงเป็นวันครอบครัวสำหรับใครหลายๆ คน เป็นวันพักผ่อนสำหรับคนทำงานทั่วๆ ไป แต่สำหรับสาวๆ แถวนี้แล้ว กลับดูเหมือนพวกเธอจะไม่มีวันหยุดสักเท่าไหร่ จะว่าไป ฉันเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่หยุดเหมือนกัน แต่ภาพที่เห็นมันกลับต่างกันนะ สาวๆ แถวนี้เวลาทำงาน เหมือนไม่เหนื่อย เหมือนไม่หนัก วันๆ นั่งแต่งตัวสวย คอยเรียก คอยเชื้อเชิญหนุ่มใหญ่น้อย หัวหงอกหัวทอง บ้างก็เดินจูงมือ กอดจูบกันไปตามถนน จนเป็นภาพที่ชินตาสำหรับฉันไปแล้ว ส่วนฉันเองก็งานใช่ว่าจะหนัก วันๆ นั่งอยู่หน้าเครื่องคอม คอยให้บริการสาวๆ เหล่านี้อีกทอด


แต่วันนี้ เป็นวันทำงานที่ฉันรู้สึกว่ามันแตกต่างไปจากทุกๆ วัน เพราะสาวน้อยคนหนึ่งแท้ๆ เทียว หลังจากได้คุยกับเธออยู่ร่วมชั่วโมงหนึ่ง ฉันรู้สึกสลด รู้สึกหดหู่ใจ กับชีวิตของเด็กสาวตัวเล็กๆ (จริงๆ ไม่เล็กนะ อวบพอประมาณ คล้ำ คม) คนหนึ่งเหลือเกิน เธอจับพลัดจับผลูมาที่ร้านฉันโดยบังเอิญ ฉันบริการให้กับเธอไปตามหน้าที่ พร้อมนึกในใจ หน้าตาหนูแกยังดูเด็กเหลือเกิน ท่าทีดูซื่อ ไม่มีจริตมารยาเหมือนไก่แก่แม่ปลาช่อนแถวนี้ทั้งหลาย เพราะจากน้ำคำเวลาพูดถึงชายคนรักของหนูแก มันบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง น้ำเสียง แววตา ที่บอกได้ชัดเจน ว่าชีวิตของยายหนูคนนี้มันมีอะไรมากมาย


แรกทีเดียว ฉันเห็นแก ฉันก็คิดว่าคงเป็นแค่ "ลูกค้า" อีกรายที่มา แล้วก็คงจะไม่มีอะไรให้น่าสนใจ และไม่น่าจะญาติดีด้วยสักเท่าไหร่ เรื่องนี้ถ้าใครยังจำเรื่องราวของ "เมืองบาป" ที่ฉันเคยเขียนไปเมื่อปีที่แล้วได้ คงจะพอเข้าใจคร่าวๆ เมื่อหนูแกจ่ายตังเสร็จสรรพ แต่เธอยังไม่ยอมไป พร้อมเอ่ยขึ้นมาแบบเกรงใจว่า



"พี่คะ หนูขอนั่งอยู่ก่อนได้ไหม หนูไม่รู้จะไปไหน"


อึ้ง !! คือ คำๆ เดียวที่จะพอจะบอกความรู้สึกฉันในขณะนั้นได้ชัดเจนที่สุด เพราะปกติแล้วลูกค้าฉันมักจะไม่ค่อยโอ้เอ้เท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่เธอๆ เหล่านั้นแทบไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัวมากนัก เว้นแต่ใครที่เธอจะมีคนรับเลี้ยง หรือมีสามีเป็นตัวตนจึงจะมีเวลานั่งคุยหรือเมาท์ หรือจะโม้กับฉันได้นานๆ จริงๆ แล้วฉันก็สังเกตมาตั้งแต่ตอนที่แกเล่าถึงแฟน พร้อมกับย้ำเป็นระยะๆ ว่า "พี่ พี่ว่าเขาคงรักหนูจริงใช่ไหม" "พี่คะ ถ้าเขาไม่รักหนู เขาคงไม่ส่งเงินให้หนูหรอกใช่ไหม"
ตอบรับให้หนูแกนั่งอยู่ข้างๆ ฉันต่อไป พร้อมกับคำต่างๆ เริ่มพรั่งพรูออกจากปากหนูแกเอง โดยที่ฉันไม่ต้องร้องขออะไรมากนัก เหมือนเขื่อนที่ทำนบเตรียมจะพังทลาย เหมือนน้ำที่ล้นออกจากฝาย เหมือนลูกโป่งที่พร้อมจะปริแตกออกมาได้ทุกขณะ หนูคนนี้ ก็เป็นเหมือนอย่างนั้น อาจจะเพราะฉันคุยกับหนูแกด้วยท่าทีเป็นกันเอง หรืออย่างไรฉันก็ไม่ทราบได้ แต่ฉันไม่คิดเหมือนกันว่า แค่ลูกค้าคนหนึ่ง หนึ่งในสาวๆ แถบนี้ จะมาทำให้ฉันรู้สึกสะทกสะท้อนใจได้ถึงเพียงนี้ นับจากเด็กคนหนึ่งที่ฉันเคยเจอเมื่อนานแล้ว ต่างกันที่วัยของเด็กสองคนเท่านั้นเอง เพราะเด็กคนที่ฉันเจอเมื่อนานมาแล้วนั้น เธอมาหากินที่พัทยาด้วยวัยเพียง 12 ขวบ !! แต่หนูคนนี้ 19 แล้ว


เมื่อเห็นหนูแกทำท่าเหมือนอยากระบาย ฉันเลยเอ่ยปากถามไปว่า
"หนูนึกอย่างไรถึงมาอยู่พัทยา แม่รู้เข้าจะคิดว่าไงละนั่น" หนูแกนิ่งไปเล็กน้อย พร้อมบอกว่า "พี่ชีวิตหนูมันอนาถ บ้านหนูจน จนมาก หนูเห็นสภาพแม่หนูถูกพ่อทำร้ายติดตามาตั้งแต่หนูเจ็ดขวบ พี่รู้ไหม บ้านหนูน่ะ บ้านนอกน่ะ บ้านสองชั้น เตายังต้องใช้หินสามก้อนเรียงกัน มาทำเป็นเตาไฟเพื่อหุงข้าว พ่อหนูเตะแม่หนูตกจากบ้านมาชนกับเตานั้น แม่ต้องนอนโรงพยาบาลหลายเดือน จนทุกวันนี้แม่หนูต้องใส่กระดูกเทียม พี่รู้ไหม หนูต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่จบ ป.6 หนูมาทำงานหาเลี้ยงแม่และน้อง"

ประโยคแรกของหนูแก ไหลออกมาเหมือนน้ำ เหมือนแกหาใครสักคนที่จะพอรับฟังแกได้ ดีที่วันนี้ฉันว่าง ด้วยความที่ตอนนี้มันเป็น low season ซึ่งมันน้อย น้อยจริงๆ สำหรับลูกค้าในแต่ละวัน ฉันจึงมีเวลาเสวนากับหนูแกได้เต็มที่ ปรับตัวเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟัง และถามบ้างเล็กน้อย ฉันคุยกับหนูแกสักประมาณชั่วโมงหนึ่งเห็นจะได้ ยิ่งพอได้พูด ได้คุย ได้รับรู้แล้วก็ยิ่งรู้สึกสลดใจ กับชีวิตที่แตกต่างกันขึ้นทุกที
เรื่องราวต่อมา ที่ได้รับฟัง และค่อยๆ ซึมซับเข้าในความคิด ขออนุญาตสรุปคำจากปากหนูแกแล้วกัน เพราะฉันไม่ใช่คนความจำดีมากมายขนาดจะจำได้ทุกถ้อย ทุกคำ ของหนูแก มาลองดูกันไหม ว่า ชีวิตอีกชีวิตหนึ่งในประเทศแห่งความเท่าเทียมอย่างสารขัณฑ์นี้มันแตกต่างกับเราๆ กันแค่ไหน

"ตั้งแต่หนูอายุ 7 ขวบแล้วพี่ ยังตัวเปี๊ยกอยู่เลย หนูอยู่กับพ่อแม่ ที่บ้านนอกที่ศรีสะเกษ มีพ่อ มีแม่ และมีน้องชายคนหนึ่ง ตอนนี้น้องชายหนูอายุ 11 ขวบแล้ว หนูยังจำได้ติดตา ตอนที่หนูเจ็ดขวบ พ่อตกแม่หนูตกจากบนบ้าน หนูร้องไห้ กลัวแม่จะตาย หนูวิ่งไปตามญาติให้มาช่วยพาแม่ไปส่งโรงพยาบาล แม่ต้องนอนโรงพยาบาลอยู่หลายเดือน แม่ต้องกลายเป็นคนพิการ ต้องใส่กระดูกเทียมตั้งแต่ตรงนี้นะ (หนูแกชี้มือไปที่สะโพกลงมาจนถึงโคนขา) ถึงตรงนี้น่ะพี่ หนูสงสารแม่มาก พ่อหนูเหรอ เลิกกันนับตั้งแต่บัดนั้น (เมื่อถามถึงพ่อ) หนูต้องมีหนี้ 3 หมื่นบาท ซึ่งมันเป็นเงินจำนวนมากมายมหาศาลสำหรับหนูในตอนนั้น หนูไปขอยืมเงินน้า น้องสาวแม่ ให้เขาจ่ายค่าโรงพยาบาลให้แม่ หนูกราบน้า แล้วบอกว่า น้าจ๋า ใจเย็นๆ นะจ๊ะ รอหนูหน่อย เดี๋ยวหนูเรียนจบจะหางานทำ ใช้หนี้ให้น้า"
ยังดีที่น้าแกยังมีเมตตาอยู่บ้าง ชีวิตแกเริ่มต้นลำบากมานับแต่นั้น เพราะคนเป็นพ่อก็ทิ้งไป พออายุได้ 12 ขวบ แกจบป. 6 แกก็จากบ้าน ตรงเข้ากรุงเทพฯ หวังว่าจะหางานทำ ไม่นับว่าเสียเปล่า หนูแกได้งานทำ ค่าจ้างวันละ 50 บาท ทำงานตั้งแต่ 7 โมงเช้า ถึงหนึ่งทุ่มของทุกวัน แกเล่าให้ฟังพร้อมน้ำตาที่คลอๆ บอก "พี่รู้ไหม เงินแค่นั้น หนูก็พยายามเก็บเงิน สามปีแรกหนูทำงานได้วันละ 50 บาท ต่อมา หนูเปลี่ยนงานทำใหม่ ได้เดือนละ 4 พัน แล้วก็เป็น 5 พัน หนูดีใจมาก เก็บเงินส่งให้แม่ จนหนูใช้หนี้สามหมื่นนั้นได้หมด หนูดีใจมาก หนูลำบากมาสารพัด แต่หนูดีใจที่แม่ไม่ต้องเป็นหนี้"


"หนูมาอยู่พัทยา เพราะมีคนชวน หนูรู้สิ ว่ามันเป็นงานแบบไหน (เมื่อโดนถามว่าไม่รู้หรือว่าผู้หญิงที่พัทยาส่วนใหญ่ทำงานอะไร) แต่มีคนที่อยู่แถวบ้านเขาเคยมีลูกมีผัว แล้วโดนทิ้ง มาทำก่อนแล้ว แกโทรมาหาหนู บอกว่ามาทำงานกับพี่มา คนแถวบ้านหนูเขาก็ยุ อืม เขาคงรู้แหละพี่ว่างานอะไร (เมื่อฉันถามว่า แล้วเขาไม่รู้เหรอถึงยุหนูมา) หนูก็เสี่ยงมา เพราะอยากได้เงิน อยากให้แม่สบาย พี่รู้ไหม หนูไม่เคยมีแฟน หนูกลัว หนูไม่เคยยุ่งกับใคร หนูมาเปิดซิงที่นี่!!! "

O_o''

หนูแกเหมือนคนที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง เหมือนแกจะกลัวไปกับทุกอย่างในชีวิต จากการที่แกคอยถามย้ำ คอยถามเหมือนเพื่อย้ำให้แกมั่นใจว่าสิ่งที่แกคิดนั้นมันถูกต้อง หรือมันดีแล้ว อยู่ตลอดเวลา เสียง "มันดีใช่ไหมพี่ เขารักหนูใช่ไหมพี่ เงินดีใช่ไหมพี่ มันเยอะใช่ไหมพี่" ดังขึ้นอยู่เป็นระยะๆ ที่คุยกับฉัน กระทั่งเรื่องที่แกมาทำงานในฐานะ "ผู้หญิงขายตัว" ที่นี่ก็ตาม

"ตอนแรกที่หนูมานะพี่ หนูกลัว หนูไม่กล้าเข้าแขก หนูนั่งขดอยู่ในบาร์ หนูอายคน หนูไม่เคยทำ เกิดมาไม่เคยมีแฟน ไม่เคยแต่งตัวแบบนี้ หนูก็ต้องมาทำ วันแรกๆ หนูนั่งนิ่ง ไม่ยอมเข้าหาใคร ป๋า (มาม่าซังซึ่งเป็นทอม) คอยมาบอกหนูว่า "เจ้าเอ ทำไมไม่ยอมเข้าหาแขก" จนวันหนึ่ง วันที่หนูต้องยอมไปกับแขกคนแรก ผู้ชายคนแรกในชีวิตหนู หนูกลัวพี่ กลัวมากๆ ป๋าไปบอกแขกคนอังกฤษคนนั้นว่า ต้องจ่ายแพงหน่อยนะ เพราะหนูยังไม่เคย หนูเพิ่งมา หนูเลยได้ค่าตัววันละ 5 พันบาท หนูได้เยอะใช่ไหมพี่ คืนแรกหนูกลัวไปหมด ร้องไห้ เลือดเต็มเลยพี่ แต่แปลกที่หนูไม่รู้สึกอะไร ไม่เหมือนแฟนหนู (คนที่แกคิดว่าแกรักในตอนนี้) หนูอยู่กับเขาอาทิตย์หนึ่ง หนูได้เงินมาสามหมื่นห้า เงินมันเยอะมากเลยนะพี่ หลังจากนั้นมาหนูก็เริ่มชิน พอหนูอยู่ที่นี่ได้สัก 15 วัน หนูก็เจอเขา (เธอตอบหลังจากที่ฉันถามว่า เจอแฟนได้ไง) แฟนหนูเป็นคนอเมริกันพี่ เขาเป็นคนน่ารักนะ ใจดี ดูสิเดือนหนึ่งได้เงินเดือนไม่เท่าไหร่ จะส่งมาให้หนู


วันนั้น ที่บาร์ห้ามขายเหล้า พวกหนูไม่ต้องมาทำงาน แต่หนูก็ไปที่ร้าน เพราะหนูไม่รู้จะทำอะไรที่ห้อง หนูนั่งอยู่ แล้วก็มีกลุ่มคนไอ้กัน (ขอเรียกตามที่แกใช้เรียก) เพื่อนๆ หนู ก็เลือกเอาคนหล่อๆ ไปหมด แต่แฟนหนูก็ใช่ว่าจะไม่หล่อนะ เขาน่ารักออก (แววตาหนูแกมันบอกความรู้สึกได้ดีจริงๆ นี่ใช่ไหมที่เขาบอกว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ) ตอนแรกนะพี่หนูก็นั่งเฉยๆ แต่พอหันมาสบตากับเขา หนูอึ้งไปเลย (หนูแกทำท่าประกอบแบบตาค้าง ตะลึง ตึ่งๆ แนวนั้นแหละ) หนูบอกไม่ถูก แต่หนูรู้สึกวาบขึ้นมาหมดเลย หนูไม่รู้น่ะพี่ ก็หนูไม่เคยมีแฟน ไม่เคยมีความรักนี่ กับคนที่หนูนอนด้วยเป็นคนแรกหนูก็ไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนี้ หนูนั่งคุยกับเขา หนูเขิน เขาถามอะไรหนูก็ก้มหน้า แล้วก็บิดไปมา (แกบิดให้ฉันดูจริงๆ ว่าแกบิดตัว บิดแขนอย่างไร - -") ทีนี้ เขากับเพื่อนๆ ก็ออกไปทานข้าวเย็นกัน แล้วก่อนเขาไป เขาก็สั่งหนูไว้ว่า "อยู่ที่นี่นะ เดี๋ยวฉันจะกลับมาหา" หนูก็ยังนึกในใจเลยนะพี่ ว่าจะอะไรกับหนูกันนะ จะมาเจอหนูทำไม แล้วหนูก็ออกไป 7-11 ก่อนจะไปหนูก็บอกกับ "ป๋า" ว่า ถ้าเขามาบอกว่าให้รอเดี๋ยวนะ หนูไปซื้อของที่ 7-11 แป๊บเดียว ขนาดหนูไม่อยากเจอเขานะเนี่ยพี่" (แกหัวเราะร่วน ด้วยความชอบใจ พร้อมท่าทางที่บ่งบอกว่าอยู่ในภวังค์แห่งรักเต็มที่)

พอเขากลับมา พวกเขาไปที่ 7-11 เหมือนกัน ไปซื้อเหล้า แล้วบังเอิญหนูออกมาจากที่นั่น พอเขาเห็นหน้าหนู เขาอึ้ง แล้วกระโดดกอดหนู พร้อมกับบอกว่า ฉันนึกว่าเธอจะไม่อยู่แล้วเสียอีก คืนนั้นของเขากับหนู หนูมีความสุขมากพี่ หนูบอกไม่ถูก กับแขกคนอื่นๆ หนูก็แค่นอนๆ ให้มันเสร็จๆ แต่กับเขาหนูรู้สึกแปลกไป พี่เชื่อไหม ก่อนเขาจะกลับ เขานั่งพับเสื้อผ้าให้หนู แล้วพอหนูถามว่าทำไมต้องมาทำให้หนูด้วย เขาบอกว่า ไม่รู้สิ ก็ฉันอยากทำให้เธอ หนูรู้สึกอบอุ่นมากเลยพี่ เขาไม่เหมือนแขกคนอื่นๆ ที่จะมีแต่เอาๆ แล้วก็เสร็จ หนูบอกไม่ถูกพี่ หนูได้อยู่กับเขาแค่คืนเดียว เขาก็ต้องกลับประเทศของเขาแล้ว พอเขาไป หนูเดินร้องไห้กลับมาที่บาร์ หนูไม่รู้ว่าทำไมหนูถึงรู้สึกแบบนี้ หนูกลับมานั่งร้องไห้ที่บาร์ เพื่อนๆ ถามว่าหนูเป็นอะไร หนูบอกว่าหนูไม่รู้ เขากลับไปแล้ว หนูเสียใจ หนูไม่รู้ว่ามันเป็นความรักไหม แต่เพื่อนๆ บอกหนูว่า หนูคงตกหลุมรักเขาเข้าแล้ว"




ตามสายตาของฉันแล้ว ผู้หญิงที่มีความรัก เธอจะดูสวย แม้กระทั่งหนูคนนี้ ที่ถึงแม้เธอจะอยู่ในชุดกางเกงขาสั้น เสื้อกล้ามตัวใหญ่ (ตามตัว) ใส่หมวกแก๊บ รองเท้าคีบ เธอก็ยังดูสวย เพราะความรักที่อยู่ในตาของเธอ ยามเธอเล่าถึงแฟนของเธอ แต่เรื่องราวของเธอที่เล่าสู่ฉันฟังยังไม่จบแค่นั้น


"พี่หนูนะ เหมือนมีกรรม เหมือนอะไรๆ ก็ลงแต่หนู หนูมีคนมาชอบ อยู่ที่บ้านนั่นแหละ แม่เขาเป็นเศรษฐีนี เขารังเกียจหนูว่าหนูจน เขาโทรมาด่าหนูหาว่าหนูเอาเงินลูกชายเขา ซึ่งหนูไม่เคยเอาเลย หนูไม่เคยนึกชอบด้วยซ้ำไป แล้วตอนนี้ น้องชายหนูก็อยู่โรงพยาบาล ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ......แต่หนูกลัวจังพี่ น้องทั้งอาเจียน ทั้งกินอะไรไม่ได้ พรุ่งนี้หนูจะโอนเงินไปให้แม่อีกห้าพันบาท ไม่รู้ว่าบัตรสามสิบบาทจะใช้ได้ไหม หนูกลัว น้องหนูจะเป็นมากกว่าไข้หวัดใหญ่ สงสารแม่หนูจังเลยพี่ แม่หนูนะ เวลาลูกเป็นอะไร แม่ร้องไห้ทุกที คราวนี้หนูได้แต่บอกแม่ว่า ทำใจดีๆ ไว้นะ ตอนนี้หนูกำลังรอเงิน แฟนหนูบอกว่าจะส่งเงินมาให้ เขาไม่เคยส่งเงินให้ใครนะพี่ ถ้าเขาไม่รักหนูจริงๆ เขาคงไม่ส่งเงินให้ใช่ไหมพี่"


ทุกครั้งที่หนูแกถาม ใช่ไหมพี่ นับตั้งแต่ค่าเปิดบริสุทธิ์ ห้าพัน นั่นแล้ว ฉันอึ้งอยู่ในใจ พร้อมนึกสงสารแก คนเรานี่มีค่ากันเท่านี้หรือไง แต่ทางเลือกก็ใช่ว่าจะมีมากนักสำหรับผู้หญิงหลายๆ คน โดยเฉพาะเด็กสาวที่ไม่มีทางไปแบบนี้ ความแตกต่างมันมีมากมายจริงๆ สำหรับสังคมของเราทุกวันนี้ ...........








นึกเทียบกันกับชีวิตตัวเอง หรือเพื่อนๆ หรือคนอื่นๆ ดูเหมือนว่า ชีวิตฉันจะโชคดีกว่ามาก ฉันจบการสนทนากับหนูแกลง ด้วยเพราะมีลูกค้าคนอื่นมา หนูแกยกมือไหว้ฉันแล้วบอกว่า พรุ่งนี้หนูจะมาใหม่นะคะพี่........

2 comments:

Anne said...

พูดไม่ออก...บอกไม่ถูก...

ไม่รู้จะเขียนอะไร...

มากไปกว่า ชีวิตของคนเรา มันเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะศรัทธา... ได้
เหมือนน้องเค้า ที่ถึงแม้ว่า จะใช้ร่างกายทำมาหากิน แต่น้องเค้าก็ยัง ศรัทธา ในความรักที่มีต่อ...คนที่เธอรัก

Anonymous said...

เฮ้อ...ชีวิตมันเลือกเกิดไม่ได้จริงๆด้วยล่ะ

ชีวิตเหมือนนิยายน้ำเน่ามันมีจริงๆด้วยอ่ะเนอะ